กําไร profit หมายถึง

Apr 02

กําไร profit หมายถึง

วันที่เขียน 06/01/2006  วันที่ตีพิมพ์ 06/01/2006 บันทึกบทความเมื่อ 06/09/2007 17:37:18 โดย Narin ปรับปรุงครั้งล่าสุดเมื่อ 06/09/2007 17:37:18 โดย Narin

ดังนั้น ROE ของบริษัท ค. เท่ากับ 1,20


กําไร profit หมายถึง

บทความแนะนำจาก INCquity วิธีการคำนวณค่าตอบแทนจากการลงทุน (ROI)



วิดีโอ กําไร profit หมายถึง

Stop Loss และ Take Profit คืออะไร Ep 9

อ่านเกี่ยวกับ กําไร profit หมายถึง

การแบ่งกำไร (Profit Sharing)

มีวิธีการหรือหลักคิดการบริหารของผู้บริหารระดับสูง ซึ่งพอจะแยกแยะได้ดังต่อไปนี้

ผู้บริหารระดับสูงที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือเป็นเจ้าของ หรือเป็นผู้ก่อตั้ง ประเภทที่ 1 ใช้ตนเองเป็นศูนย์กลางการตัดสินใจทุกอย่าง เรื่องที่เกิดขึ้นทุกอย่างตนเองจะต้องรับรู้ ถ้าไม่รับรู้ก็จะเป็นเรื่อง ผู้ใต้บังคับบัญชาก็จะเป็นแค่คนรับนโยบาย รับคำสั่ง การเสนอความคิดจากผู้บริหารมีน้อยมาก จะรับฟังหรือเห็นด้วยเฉพาะความคิดที่ตนเองคิดอยู่แล้ว ถ้าความคิดที่ตนเองไม่เคยคิดก็จะไม่รับฟัง ไม่รับไปเป็นแนวปฏิบัติ ประเภทที่ 2 ใช้ตนเองเป็นศูนย์กลางขององค์กร แต่นอกจากนั้นก็ยังเข้าถึงงาน เข้าถึงผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด เข้าใจงานเข้าใจความรู้สึกของผู้ใต้บังคับบัญชาในแต่ละระดับ มุ่งหวังความ เจริญขององค์กรมากกว่าความเจริญรุ่งเรืองของตน ประเภทที่ 3 ใช้ตนเองเป็นศูนย์กลางเท่าที่จำเป็น มอบหมายกระจายการบริหารให้ลงไปในแต่ละระดับตามความเหมาะสม เข้าใจความรู้สึกของผู้ใต้บังคับบัญชาในแต่ละระดับ เอาใจผู้ใต้บังคับบัญชามาใส่ใจตน ใกล้ชิดกับผู้ใต้บังคับบัญชา พร้อมที่จะสนับสนุนให้ผู้ใต้บังคับบัญชาประสบความสำเร็จในงานของเขา และมีความเจริญก้าวหน้าในงานพร้อมกับตน ประเภทที่ 4 ยกตนเองให้เหนือกว่าจากผู้ใต้บังคับบัญชา มอบความรับผิดชอบทั้งหมดให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา ถ้าคนไหนทำตามเป้าหมาย ความต้องการหรือถูกใจก็จะให้รางวัล คนไหนไม่ได้เป้า ทำไม่ตรงตามความต้องการหรือไม่ถูกใจก็จะให้โทษแก่ผู้นั้น ผู้ใต้บังคับบัญชาคือผู้ที่ต้องทำตาม คำสั่งของตนแต่เพียงผู้เดียว ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่มีส่วนในความเจริญก้าวหน้าหรือมีส่วนเป็นเจ้าของบริษัท ความเจริญก้าวหน้าคือรางวัลหรือเปอร์เซ็นต์จากผลกำไรที่ทำได้ในแต่ละปี *** รางวัลที่ได้ยังมีอยู่ 2 ประเภท คือ 1) ให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นหมู่คณะ    2) ให้เฉพาะตัวหัวหน้าใหญ่แต่เพียงผู้เดียว ประเภทที่ 5 แยกตนเองออกมาจากผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ใกล้ชิดคลุกคลีกับผู้ใต้บังคับบัญชา หรือเลือกคลุกคลีเฉพาะคนที่ชอบนิสัย ชอบคนที่ชอบอะไรคล้ายตน หรือร่วมงานก็เฉพาะในงาน แต่ไม่ค่อยร่วมในกิจกรรมอื่นๆ นอกงาน ใช้ชีวิตส่วนตัวโดยไม่ยอมให้เกี่ยวกับงานถ้าไม่จำเป็น มีความ สนใจนอกงานของบริษัทมาก หวังให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำงานให้คุ้มกับเงินเดือนโดยไม่ค่อยคิดถึงเรื่องแรงจูงใจอื่นๆ เช่นเรื่องขวัญ กำลังใจ ความเจริญก้าวหน้า ความมีหน้ามีตาของผู้ใต้บังคับบัญชา ฯลฯ และมองผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นคนละระดับกับตน

ผู้บริหารระดับสูงมีอาชีพที่ผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของจ้างมาบริหาร ประเภทที่ 1 บุคลิกดี พูดเก่ง และเน้นการทำให้ถึงเป้าหมายที่ได้รับปากกับเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น มุ่งความสำเร็จของตนเองมากเพราะหมายถึง รายได้ และเงินรางวัล ค่าตอบแทนที่ตนจะได้รับ เตรียมสร้างผลงานในเชิงตัวเลขไว้ให้ดีเผื่อว่าจะมีคนอื่นมาจ้างไปทำงานที่ใหญ่กว่าและได้ผลตอบแทนมากกว่า ประเภทที่ 2 มีความเชื่อว่า ทำงานที่ใดต้องทำให้ที่นั่นเจริญก้าวหน้าได้ ต้องการพิสูจน์ตัวเอง หรือแสดงผลงานมากกว่าเรื่องของรายได้หรือความเจริญก้าวหน้า ประเภทที่ 3 มีความเชื่อว่าทำงานที่ไหนต้องดูแลเสมือนว่าตนเองเป็นเจ้าของกิจการ ปกป้องผลประโยชน์ของบริษัท แต่ไม่ค่อยเน้นความเจริญเติบโตของบริษัท เพราะค่อนข้างกลัวความเสี่ยงซึ่งเกิดจากความเจริญเติบโต สามารถแยกแยะผลประโยชน์ของตนเองกับประโยชน์ของบริษัทค่อนข้างชัดเจน บางคนอาจจะนึกว่าพูดจาเหมือนเป็นเจ้าของบริษัท และมักจะโดนเพื่อนล้อ

ในหัวข้อนี้ผมอยากจะชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของเจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้ก่อตั้ง กลุ่มที่ชอบใช้วิธีแบ่งผลประโยชน์ให้กับผู้บริหาร คือถ้าทำกำไรได้เท่าไรก็แบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ให้

เจ้าของกิจการเหล่านี้เป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจในความสามารถของตนเอง หรือไม่ก็เป็นคนที่ชอบสบายๆ (ใช้เงินทำงาน) เป็นคนที่คิดลบและไม่ชอบเข้าสังคมต่างระดับ และไม่เห็นความสำคัญของการทำงานเป็นทีม ไม่เห็นความสำคัญของการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ให้การแบ่งผลประโยชน์กับผู้บริหารระดับสูง (CEO) เพียงอย่างเดียว ที่ผมคิดเช่นนี้เพราะในบริษัทที่มีคนเป็นจำนวนมาก มีผู้บริหารมากมายหลายคน การที่มอบผลประโยชน์ให้กับคนๆเดียวที่มากกว่าหรือแตกต่างจากคนอื่นอย่างชัดเจนนั้น ไม่ได้สร้างความสามัคคีแก่บริษัท ไม่สร้าง Team Spirit เพราะงานในบริษัทที่มีผู้บริหารหลายคน ไม่มีผู้บริหารคนใดจะคิดหรอกว่าทั้งบริษัทมีคนที่เก่งหรือทำงานอยู่คนเดียวก็คือ ผู้บริหารระดับสูงหรือ CEO คนเดียวเท่านั้น ผู้บริหารส่วนใหญ่ย่อมรู้สึกว่าตนเองมีส่วนในการสร้างผลงานกันทั้งนั้น แต่การที่ผลประโยชน์นั้นตกอยู่กับ CEO เพียงคนเดียว ความรู้สึกอยากจะร่วมมือจะมีมากขึ้นได้อย่างไร ? ความรู้สึกที่อยากจะช่วยคิด ช่วยเฝ้าระวังเรื่องต่างๆ ให้บริษัทจะมีมากขึ้นหรือน้อยลง ?

การบริหารบริษัทที่มีคนมาก การยอมรับผู้บริหาร การสร้าง Team Spirit มีความสำคัญมาก Team Spirit มักไม่ออกมาเป็นรูปธรรม แต่คนที่เข้าใจคนจะรู้สึกได้โดยการสังเกตพฤติกรรมและผลงานของผู้ใต้บังคับบัญชาของ CEO ยิ่งถ้า CEO ผู้นั้นเป็นคนที่นิสัยไม่ค่อยดีด้วย ก็จะสร้างความระส่ำระสาย ความเกลียดชัง ความท้อแท้ ความไม่รักองค์กรให้เกิดขึ้นในบริษัทด้วย

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะกล่าวถึงก็คือ การสัญญาเรื่อง Bonus ว่าจะให้กี่เดือน หรือสัญญาว่าจะให้ Bonus เป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของกำไรขององค์กร

การให้โบนัสผมเห็นว่าเป็นเรื่องสิทธิของโบนัสว่าจะให้หรือไม่ให้ก็ได้ เรื่องนี้ต้องชี้ให้ชัดเจนกับพนักงานเพื่อให้พนักงานไม่เกิดการคาดหวัง หรือถือเอาโบนัสเป็นส่วนหนึ่งของรายได้ประจำ การประชาสัมพันธ์ให้พนักงานรับรู้อย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ ถึงแม้ฝ่ายจัดการจะมีความอยากจะให้โบนัสมากๆ แก่พนักงาน ก็รับปากไม่ได้และยังต้องย้ำเสมอว่า โบนัสมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงาน และไม่ใช่ขึ้นอยู่กับผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียว เพราะถ้าไปผูกโบนัสกับผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียว เวลากำไรมากขึ้นก็ไม่มีปัญหา แต่เวลากำไรลดหรือขาดทุน พนักงานก็จะถามว่ากำไรหายไปไหน ใครเอาไปซ่อนไว้หรือเปล่า ผู้บริหารทำงานไม่ถูกต้องก่อให้เกิดผลเสียหาย หรือมีการใช้จ่ายในบริษัทเกินความจำเป็นหรือเปล่า

เหตุการณ์เช่นนี้อาจจะก่อให้เกิดการ Strike ได้ ผู้บริหารระดับสูงเป็นจำนวนมากที่เวลาพูดหรือตัดสินใจไม่ได้คิดให้รอบคอบถึงผลที่จะตามมา หรือที่ว่า Worst case scenario ก็อาจจะเกิดสถานการณ์แบบนี้ในบริษัทที่ตนรับผิดชอบ

การรับปากเรื่องโบนัสจะทำได้อยู่กรณีนี้ก็คือ ถ้าบริษัททำยอดขายได้ตามเป้า และทำกำไรได้ตามเป้าหมาย บริษัทก็จะจ่ายโบนัสเป็นจำนวนเท่ากับกี่เท่าของเงินเดือน และจำนวนเงินที่จะจ่ายโบนัสก็สำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายแล้วตั้งแต่ต้นปี

ถ้าทำตามนี้การจ่ายโบนัสก็จะไม่มีปัญหา การจ่ายโบนัสให้พนักงานเป็นสิ่งที่ดีที่บริษัทควรทำ แต่ต้องย้ำว่าเป็นสิทธิของบริษัทที่จะจ่ายมากหรือน้อยก็ได้ ไม่ใช่อยู่กับการพิจารณาของพนักงาน เพื่อให้โบนัสที่จ่ายออกไปเป็นสิ่งที่สร้างความสุขให้กับพนักงาน เพราะได้รับสิ่งที่บริษัทมอบให้ด้วยความรัก ทั้งๆ ที่บริษัทมีสิทธิ์ที่จะไม่ให้ก็ได้

วันที่เขียน 06/01/2006  วันที่ตีพิมพ์ 06/01/2006 บันทึกบทความเมื่อ 06/09/2007 17:37:18 โดย Narin ปรับปรุงครั้งล่าสุดเมื่อ 06/09/2007 17:37:18 โดย Narin

Source: http://www.sornhoon.com/d-roe.aspx


อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ กําไร profit หมายถึง

กําไร profit หมายถึง

Stop Loss และ Take Profit คืออะไร Ep 9

วิดีโอ กําไร profit หมายถึง



ถ้าทำตามนี้การจ่ายโบนัสก็จะไม่มีปัญหา การจ่ายโบนัสให้พนักงานเป็นสิ่งที่ดีที่บริษัทควรทำ แต่ต้องย้ำว่าเป็นสิทธิของบริษัทที่จะจ่ายมากหรือน้อยก็ได้ ไม่ใช่อยู่กับการพิจารณาของพนักงาน เพื่อให้โบนัสที่จ่ายออกไปเป็นสิ่งที่สร้างความสุขให้กับพนักงาน เพราะได้รับสิ่งที่บริษัทมอบให้ด้วยความรัก ทั้งๆ ที่บริษัทมีสิทธิ์ที่จะไม่ให้ก็ได้

รวมทรัพย์สิน 10,000 รวมหนี้สินและส่วนผู้ถือหุ้น 10,000

ผลตอบแทนต่อยอดขายเป็นดัชนีชี้วัดที่ช่วยแจ้งให้ผู้ประกอบการได้รับทราบว่าธุรกิจที่กำลังทำอยู่มีความคุ้มค่ามากขนาดไหน ซึ่งคนที่ทำมาค้าขายทุกคนจะให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ เนื่องจากเวลาที่สูญเสียไปกับบางสิ่งบางอย่างที่ให้ผลตอบแทนกลับมาไม่คุ้มค่ามันคือความหายนะทางธุรกิจที่มิอาจจะประเมินค่าได้ แถมยังเป็นการสูญเสียโอกาสอย่างไม่มีวันเรียกคืนได้อีกด้วย



การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ มีหลักการในการลงทุนหลายอย่าง บางท่านอาจจะให้ ความสำคัญกับปริมาณการซื้อขายและราคาหุ้นเป็นหลัก โดยใช้หลักการทางเทคนิคเป็นจุดสำคัญ หรือ บางท่านอาจจะชอบลงทุนในระยะเวลาสั้นๆ เช่น ซื้อขายวันต่อวัน

การลงทุนในลักษณะดังกล่าวอาจจะไม่มีความจำเป็นต้องรู้ซึ้งถึงตื้นลึกหนาบางของบริษัทที่จะลงทุนมากนัก สิ่งที่น่าสนใจ ก็คือ การเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นในระยะสั้นมากกว่า

แต่ "การลงทุนแบบเน้นคุณค่า" ที่เน้นการถือหุ้นที่มีศักยภาพในระยะยาว สิ่งที่จำเป็นอย่างมากสำหรับนักลงทุนก็คือ การที่นักลงทุนควรจะเข้าใจในพื้นฐานของธุรกิจที่จะลงทุนนั้นเป็นอย่างดี

เราจะมาเจาะลึกถึงหัวข้อของอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญค่าหนึ่ง ก็คือ อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (Return on Equity Ratio หรือ ROE)

ROE คือ การหาความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการทำกำไรกับเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นของบริษัทนั้นๆ สูตรที่ใช้กันทั่วไป

ก็คือ " ROE = Net Profit/Equity หรือ กำไรสุทธิหารด้วยส่วนผู้ถือหุ้น "

สมมติบริษัท ก. มีงบกำไรขาดทุนและงบดุล ณ ปลายปีคร่าวๆ ดังนี้

งบกำไรขาดทุนบริษัท ก. (หน่วย: ล้านบาท)

ต้นทุนรวมภาษี 10,800

งบดุลบริษัท ก.(หน่วย: ล้านบาท)

ทรัพย์สินหมุนเวียน 2,000 หนี้สินหมุนเวียน 2,000

ทรัพย์สินถาวร 8,000 หนี้สินระยะยาว 0

ส่วนของผู้ถือหุ้น 8,000

รวมทรัพย์สิน 10,000 รวมหนี้สินและส่วนผู้ถือหุ้น 10,000

ดังนั้น ROE ของบริษัท ก. คำนวณจาก กำไรสุทธิหารด้วยส่วนผู้ถือหุ้น ซึ่งเท่ากับ 1,200/8,000 = 15%

ในทางปฏิบัติควรจะนำส่วนผู้ถือหุ้นของต้นปีและปลายปีมาหาค่าเฉลี่ยเพื่อความถูกต้องมากขึ้น ROEที่คำนวณได้แสดงให้เห็นว่าบริษัทสามารถนำเงินของผู้ถือหุ้นไปลงทุนได้ผลตอบแทนเท่ากับ 15% จากการดำเนินงานของบริษัทตามปกติ

นักลงทุนสามารถนำ ROE ไปเปรียบเทียบระหว่างบริษัทต่างๆในตลาดหลักทรัพย์เพื่อตรวจสอบความสามารถของผู้บริหารในการบริหารเงินลงทุนของบริษัท

สมมติอีกบริษัทหนึ่ง คือ บริษัท ข. มี ROE เท่ากับ 5% เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัท ก. ข้างต้นที่มี ROE 15% แล้ว นักลงทุนจะพบว่า บริษัท ก. มีความสามารถในการทำกำไรมากกว่าในจำนวนเงินลงทุนที่เท่ากัน

สำหรับนักลงทุนระยะยาวแล้ว บริษัทที่มี ROE สูงกว่าจะน่าสนใจมากกว่า เพราะ บริษัทที่มี ROE สูงสามารถที่จะสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นได้มากกว่าบริษัทที่มี ROE ต่ำกว่า

แต่ในขณะเดียวกัน การรักษา ROEให้สูงอย่างต่อเนื่องในระยะยาวเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายนัก เพราะเมื่อเวลาผ่านไปหลายๆปี ถ้าบริษัทดำเนินกิจการอย่างมีกำไรและเก็บบางส่วนไว้เป็นกำไรสะสม จะทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การรักษา ROE ให้อยู่ในระดับเดิม บริษัทจำเป็นต้องทำกำไรให้มากขึ้นให้เพียงพอต่อการเติบโตของส่วนผู้ถือหุ้น ตัวอย่างเช่น ถ้าส่วนผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นปีละ 10%

บริษัทที่ต้องการรักษา ROE ให้เท่าเดิมในปีถัดไป จำเป็นจะต้องมีผลกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 10% ด้วยเช่นกัน ซึ่งในความเป็นจริง ธุรกิจที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่องเช่นนี้ได้ ต้องเป็นธุรกิจที่มีความสามารถในการแข่งขันอย่างสูงมากทีเดียว

อีกกรณีหนึ่ง บางบริษัทอาจจะทำให้ ROE สูงขึ้นได้โดยใช้ leverage จากการกู้ยืมทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นน้อยกว่าบริษัทที่ไม่มีหนี้สินระยะยาว

ตัวอย่างเช่น บริษัท ก. และ ค. มีงบกำไรสุทธิเหมือนกัน แต่บริษัท ค. มีงบดุลดังต่อไปนี้

งบดุลบริษัท ค. (หน่วย: ล้านบาท)

ทรัพย์สินหมุนเวียน 2,000 หนี้สินหมุนเวียน 500

ทรัพย์สินถาวร 8,000 หนี้สินระยะยาว 4,700

ส่วนของผู้ถือหุ้น 4,800

รวมทรัพย์สิน 10,000 รวมหนี้สินและส่วนผู้ถือหุ้น 10,000

ดังนั้น ROE ของบริษัท ค. เท่ากับ 1,20

Source: http://www.mop-bkc.com/articleDetail.asp?id=54